เรื่องนี้คงต้องถึงมือครูอังคณา - โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการสถานศึกษา:enet

ต้นแบบการบริหารจัดการสถานศึกษา
นายบุญเลิศ แสวงทอง

081-8372143
bstmk1@gmail.com

เขียนโดย Super User

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

     ตลอดเวลานับแต่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมาที่ก้าวเข้าสู่โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ เราพยายามที่จะยกระดับโรงเรียนแห่งนี้ ขึ้นมาในด้านต่างๆ ที่เราคิดว่าจะทำให้โรงเรียนก้าวข้ามโรงเรียนที่นักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องไปให้ได้ เพราะตอนที่เราเข้ามาโรงเรียนแห่งนี้นักเรียนลดลง เหลือเพียง 140 คน ทั้งที่อาคารสถานที่กว้างขวางมากมาย แต่อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างที่บอกว่า วันที่เรามาเห็นครั้งแรกเราตกตะลึง กับภาพที่เราเห็น บอกตัวเองได้คำเดียวว่า “เรามาผิดโรงเรียนหรือเปล่า” ใช่โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ที่เราเคยมาเมื่อปี พ.ศ. 2535 หรือไม่ แต่ในที่สุดแล้วไม่ได้ผิดโรงเรียนถูกต้องแล้ว เราเลยมีความตั้งใจว่า เราจะต้องพาโรงเรียนแห่งนี้กลับไปสู่ยุคปี พ.ศ. 2535 ช่วงนั้นๆ ให้จงได้ จึงตัดสินใจวางแผนดำเนินการปรับปรุงพัฒนา เพื่อยกระดับโรงเรียนในภาพรวมไว้ ดังนี้
     1. ยกระดับคุณภาพตัวผู้เรียน ในด้านต่างๆ
     2. ยกระดับคุณภาพโครงสร้าง สิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่
     3. วางมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ทันสมัยเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการทั้งในด้านการเรียนการสอน การสนับสนุนการบริหารงานของโรงเรียน และการเป็นคลังอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสื่อการเรียนรู้ และผลงานทางวิชาการของครู
     4. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่มากกว่าภาษาอังกฤษ
     5. ส่งเสริมความเป็นเลิศทางด้านกีฬา
     6. ยกระดับคุณภาพทางวิชาการของนักเรียน
     7. ยกระดับคุณภาพทางมาตรฐานวิชาชีพ ของครูผู้สอน
     8. ยกระดับมาตรฐานของสถานศึกษาให้เป็นที่ยอมรับ
ขออธิบายเพิ่มเติม ให้ละเอียดขึ้นทีละด้าน เป็น ดังนี้
     1. ยกระดับคุณภาพตัวผู้เรียน ในด้านต่างๆ
     คือพยายามสร้างภาพลักษณ์ หรือที่ภาษาชาวต่างประเทศใช้คำว่า Image ของนักเรียนในโรงเรียนทุกคน ให้เป็นคนมีบุคลิกที่เหมาะสมในสังคม ด้วยการกำหนดการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนแบบมีเงื่อนไข ไม่มีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจนอีกต่อไป โดยกำหนดเงื่อนไขการรับทุนการศึกษาของนักเรียนไว้ดังนี้
          1.1 แต่งกายหมดจด 500 บาท
          1.2 มารยาทงามงด 500 บาท
          1.3 มธุรสวาจา 500 บาท
          1.4 เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 500 บาท
          1.5 ปฏิบัติตนตามระเบียบวินัย 500 บาท
          1.6 เรียนดี 2.5 500 บาท
          1.7 เรียนดี 3.0 1,000 บาท
          1.8 เรียนดี 3.5 1,500 บาท
          1.9 สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน 1,500 บาท
     นักเรียนคนหนึ่งสามารถรับทุนการศึกษาพร้อมกันทั้งหมดถ้าปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขต่างๆ ตามกล่าว เพื่อปรับเรื่องการแต่งกาย มารยาท และการตั้งใจเรียนของนักเรียนไปพร้อมๆ กัน โดยนักเรียนที่ได้รับทุนยากจนมาโดยตลอด จะใช้ความจนมารับทุนการศึกษาทั้งชีวิตคงไม่เหมาะสม เขาต้องใช้ความดีต่างๆ ใน 9 ข้อ ข้างต้นมาแลก เพื่อพัฒนาตัวเขาเองด้วย เพราะเราคงไม่อยากพัฒนาลูกหลานเราให้จบออกไปแบบไม่มีศักดิ์ศรี พูดง่ายๆ คือ ไม่สนับสนุนให้เขาเป็นขอทานไปตลอดชีวิตนั่นเอง ซึ่งในวันไหว้ครู เดือนมิถุนายน 2562 เราได้สนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กๆ ไปแล้วจำนวนเงินมากกว่า 120,000 บาท
     2. ยกระดับคุณภาพโครงสร้าง สิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่
     ในเรื่องของอาคารสถานที่ นับตั้งแต่อาคารเรียนทั้งภายในและภายนอก อุปกรณ์ประจำห้อง ประตู หน้าต่าง กระดานดำ โต๊ะ เก้าอี้ ระบบไฟฟ้า เครื่องเสียง อยู่ในสภาพทรุดโทรมแบบไม่น่าเชื่อ เราเลยต้องเร่งทาสีอาคารเรียน รั้วโรงเรียน หอประชุม ทีเป็นโครงสร้างภายนอก อย่างเร็วที่สุด เพื่อลบล้างภาพความเสื่อมโทรมออกไปจากโรงเรียนให้เร็วที่สุด ในช่วงแรกซึ่งใช้เวลาไปประมาณ 3-4 เดือน หลังจากนั้น จึงทยอยปรับปรุงภายในห้องเรียนต่างๆ ตามแต่จะมีเงินงบประมาณให้ใช้ เช่น ทยอยปูกระเบื้องทีละห้อง สองห้อง ปรับปรุงโรงอาหารที่ดูมืดๆ ไม่สะอาด และไม่น่ารับประทาน รวมถึงเรื่องคุณภาพของอาหารกลางวันนักเรียนด้วย
     3. วางมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ทันสมัยเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการทั้งในด้านการเรียนการสอน การสนับสนุนการบริหารงานของโรงเรียน และการเป็นคลังอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสื่อการเรียนรู้ และผลงานทางวิชาการของครู
     เทคโนโลยี ที่เราเรียกง่ายว่า ไอซีที จนติดปาก เป็นปัจจัยสำคัญ ของการพัฒนาการศึกษา และเป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารการศึกษาด้วย เราจึงเร่งวางโครงสร้างระบบอินเทอร์เน็ท และอินทราเน็ท ด้วยการปรับปรุงบางส่วนให้เป็นเมนหลัก และจัดทำโครงสร้างเมนย่อยในภายหลัง และใช้เทคโนโลยี omo (Online merge Offline) ในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่า Big Data โดยอาศัยตัวกลางที่เป็น NAS (Network Attact Storage) มาเป็นตัวบริหารจัดการในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล ของโรงเรียนทั้งหมด ภายใต้ การบริหารจัดการด้วย PTR-MODEL (Partipitative management Technology education Reinvention) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีทางการศึกษา มาใช้ในการคิดค้นสิ่งใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน
     4. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่มากกว่าภาษาอังกฤษ
     ในด้านภาษาต่างประเทศ เรามีครูภาษาอังกฤษ แต่เราก็อยากให้มีการสื่อสารภาษาต่างประเทศกับคนต่างประเทศจริงๆ และเราต้องการภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาพม่า ให้เด็กๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนประมาณ 150-160 คนเป็นอย่างมากที่จะดำเนินการได้ราบรื่น อย่างไรก็ตาม เราก็ได้ฝรั่งชาวออสเตรเลีย ที่เป็นผู้ปกครองนักเรียน มาช่วยสนทนา conversation กับเด็กๆ ในเรื่องของการสื่อสารภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาจีน แม้ย่านชุมชนแวดล้อมของโรงเรียนจะมีคนสื่อสารภาษาจีนได้หลากหลาย แต่ก็ยังสรรหาไม่ได้ จึงได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนยู่เฉียวเซี๊ยะเสี้ยว สนับสนุนบุคลากรที่เป็นทั้งคนไทยและคนจีน มาสอนให้ เราจึงได้ภาษาจีนเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่ง ที่เหลือคือ ภาษาเกาหลี ภาษาพม่า และภาษาญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนต้องดิ้นรนกันต่อไป
     5. ยกระดับคุณภาพทางวิชาการของนักเรียน
     ในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 เราได้ให้นักเรียนม.3 และ ม.6 มาเรียนเพิ่มเติมทุกวันเสาร์ เพื่อมีเวลาช่วงเทอม 2 เตรียมการเรื่องการเรียนต่อและการสอบโอเน็ท ของพวกเขา โดยความร่วมมือของครูโรงเรียนเราเอง และโรงเรียนอื่นๆ ด้วย แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด แทบไม่น่าเชื่อ ช่วงก่อนปิดเทอมเดือนตุลาคม (ของภาคเรียนที่ 1) นักเรียนทั้งม.3 และ ม.6 รวมตัวกันมาขอเราว่าจะไม่เรียนเพิ่มเติม ช่วงปิดเทอม ด้วยเหตุผลโดยรวม คือ พวกเขาอยากพัก ไม่อยากเรียน พวกเขาอยากไปทำงานหาเงิน เพื่อไว้ซื้อโน้ตบุ้ค โทรศัพท์ และอีกหลายๆ เหตุผล โดยสรุป คือ ทั้งสองระดับ ไม่ต้องการผลการเรียนที่ดี แต่ต้องการมีเงินไว้ใช้ มากกว่า เป็นท่านๆ จะทำยังไง ผมเลยต้องยกเลิกการสอนเพิ่มเติมให้เขาในวันหยุดไป เพราะผลการทดสอบโอเน็ทมันกินไม่ได้ แต่เวลาที่เขามาคร่ำเคร่งกับการเรียน เขาอยากได้เวลาไปหาเงินใช้มากกว่า เจ้านายทั้งหลายที่อยู่ระดับกระทรวง ระดับประเทศ ท่านก็จะลงดาบโรงเรียนที่ผลโอเน็ทต่ำอยู่ดี เวรกรรมของการศึกษาไทย ผอ.บุญเลิศ ท่านควรทำประการใดดี เด็กๆ ไม่ได้อยากได้คะแนนดีๆ เพื่อศึกษาต่อ เพราะว่า ที่ไหนก็รับเด็กอยู่แล้ว เพราะทุกโรงเรียนประสบปัญหาเดียวกัน คือ นักเรียนลดลง ดังนั้น ผลการเรียนเอาไว้ทีหลัง ทุกโรงเรียนก็แห่กันแย่งรับเด็กด้วยกันทั้งนั้น เราทำร้ายเด็กใช่หรือเปล่า สพฐ. จะเอาผลโอเน็ท แต่เด็กๆ ผม ไม่ไปเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ เขาไม่คิดไปเตรียมอุดม มหิดล อะไรนั่น เขาอยากไปเรียนอาชีพ เขาอยากเรียนแล้วมีงานทำเลยต่างหาก เจ้านายเจ้าขา
     เมื่อเจอมรสุมแบบนี้ ผมก็เลยต้องขอแรงสนับสนุนจากวิทยาลัยการอาชีพ จังหวัดกาญจนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ด้วยการจัดทวิศึกษาเพื่อตอบสนองพวกเขาเหล่านี้ ให้ตรงกับความเป็นจริงของชุมชน ที่ผมดูแลอยู่ จะให้ผมไปตามก้นท่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ผมคงทำไม่ได้ เพราะเด็กๆ ของผมไม่มีจะกิน เลยเปิดช่างไฟฟ้ากำลัง กับช่างแมคาทรอนิกส์ ให้เขาเรียนที่โรงเรียนนี่แหละ จะได้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพวกเขาไป แต่เขาจะเรียนกับผมเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ก็รอดูกันต่อไป ในเดือนพฤษภาคม 2563 ภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
     6. ส่งเสริมความเป็นเลิศทางด้านกีฬา
     ในช่วง 3 เดือนแรก ที่ผมมานั่งเป็น ผอ. โรงเรียนที่นี่ มีวันหนึ่งผมเห็นนักเรียน ม. ต้น ประมาณ 4-5 คน มีบุคลากรจากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี มาทดสอบฝีเท้าการเป็นนักฟุตบอล ผมก็นั่งชมอยู่ ผมดูแล้วเด็กผม เล่นไม่ได้เรื่อง การจัดบอล ก็ไม่อยู่ พร้อมจะเล่นต่อไปได้ แต่ถ้าลูกแอ็คอ้าร์ต นี่ ใช้ได้ ผมเลยเดินไปสอบถาม ทางบุคคลที่เข้ามาคัด เขาบอก ถ้าเด็กมีฝีเท้าดีก็จะให้ทุนเรียน ปวช. ฟรี ผมก็เลยสอบถามว่า ถ้าผมจะจ้างโค้ชมาฝึกบอลให้เด็กม.ต้น เพื่อจะรับสิทธินี้ รู้ไหมว่า ผมต้องใช้เงินเท่าไหร่ เขาบอกว่า ต้องจ้างโค้ชสองคน โค้ชฝึกสอน กับโค้ชประตู ประมาณ เดือนละ 3-5 หมื่นบาท สำหรับค่าจ้างโค้ช ผมก็เก็บมาคิด วันรุ่งขึ้นทีมงานของโค้ช ทวีวัฒน์ อรรคเสลา เดชา สีสุวรรณ และปรินทร เอกอุรุ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ก็มาติดต่อ ขอย้ายศูนย์ฝึกฟุตบอลจากท่ามะปราง ที่ลพบุรี มาอยู่กับผม ผมตอบรับทันที เราใช้เวลาประสานงานกันปีหนึ่งเต็มๆ จนปัจจุบัน เด็กเหล่านี้ พร้อมทีมงาน ย้ายมาอยู่ โรงเรียนผมเป็นที่เรียบร้อย โดยผมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เขาทำกันเพื่อสร้างนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ และเขาทั้งสามคน ก็เป็นอดีตทีมชาติที่มีชื่อเสียงจริงๆ
     เอาล่ะทีนี้ผมก็สานฝันการสร้างนักเรียนที่ชอบฟุตบอล ให้ก้าวไปรับทุนเรียนฟรี ได้ประการหนึ่ง ประการต่อไป คือ การสร้างพวกเขาเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพ ที่มีเงินเดือนใช้ เลี้ยงตนเองได้ แต่อนิจจา เราทำงานกันได้ 4 เดือน เราก็มาค้นพบว่า การที่เรารับนักเรียนที่มาฝึกให้เป็นบอลอาชีพ มันใช้เวลานานมาก และความทุ่มเท ของเด็ก ยังไม่เต็มร้อย ขณะที่เราต้องสร้างที่พักนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย เราต้องใช้ทุนมาก ขณะที่โรงเรียนมีงบประมาณเท่าเดิม และต้องพัฒนาโรงเรียนปกติ และต้องมาพัฒนาด้านกีฬา ควบคู่กันไป และการวิเคราะห์กันแล้ว เราควรมีทุนเรียนฟรี กินอยู่ฟรีให้กับนักเรียนที่โดดเด่นด้านฟุตบอลจริงๆ อย่างน้อยเดือนละ 3,000 บาท ต่อคนก็ยังดี เพื่อเขาจะได้เบาภาระเรื่องค่าเรียน และค่ากินอยู่หลับนอน ตกคนหนึ่งก็ปีละ 36,000 บาท เราถึงจะสร้างทีมฟุตบอลที่เราไปจดเป็นสโมสรบอลอาชีพกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้สมบูรณ์แบบ ก็เป็นภารกิจที่ทำเราลำบากลำบน กันเป็นอย่างมาก
เรื่องนี้แหละที่ผมอยากร้องขอ มายังผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้กัน (ซึ่งเชื่อว่า ส่วนใหญ่ คงไม่ได้อ่านกันจริงจังนัก) ผมอยากขอความร่วมมือว่า การสร้างเยาวชน ให้เขามีอนาคต มีทางเลือกที่สร้างให้ตรงความรัก ความต้องการ และความถนัดของพวกเขา โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ พยายามผลักดันด้านวิชาการมาแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับ คือ ไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา เขาไม่ได้ต้องการ ทางด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล เรามีนักเรียนที่ชอบอยู่ด้วยกันประมาณ 50 คน ซึ่งถือว่าเยอะ เพราะนักเรียนเรามีทั้งหมด ปัจจุบัน 167 คน จึงอยากขอความร่วมมือ หน่วยงาน ท่านผู้มีความรักในฟุตบอล สนับสนุนเงิน เป็นค่าใช้จ่ายของพวกเขา หรือเป็นค่าสร้างที่อาศัยพักนอน ในโรงเรียน แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยทางโรงเรียนออกใบเสร็จรับเงิน พร้อมใบอิโดเนชั่น ของสรรพากรให้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สองเท่า หรือจะเป็นพวกข้าวสาร อาหารแห้ง ทางโรงเรียนก็รับหมด เพราะจะได้ลดค่าใช้จ่ายในการทำอาหาร ซึ่งเขาเหล่านี้ต้องทานวันละ 3 มื้อ เป็นปกติ เนื่องจากต้องซ้อมบอลเช้า เย็น ส่วนกลางวันก็เรียนกันปกติ
     7. ยกระดับคุณภาพทางมาตรฐานวิชาชีพ ของครูผู้สอน
ช่วงแรกๆ ที่ผมเข้ามาที่นี่ เดือนแรก ผู้คนยังไม่รู้จัก ผมก็ออกไปทานอาหารกลางวันคนเดียวทุกวัน โดยเปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ เพื่อไปฟังข้อมูลที่ชุมชนเหล่านี้พูดถึงโรงเรียนของผม แรกๆ คนไม่รู้จักก็ได้รับข้อมูลในเชิงลบอย่างแรงมากมาย จนเดือนที่ 4-5 ผมก็ออกแนะแนวในฐานะผอ. โรงเรียน ก็ได้รับข้อมูลเชิงลบเช่นเดียวกัน เกี่ยวกับภาพพจน์ของโรงเรียน ภาพพจน์ของบุคลากร และภาพพจน์ของนักเรียน เบาลงหน่อย แต่ก็ไม่สง่างามอยู่ดี ผมก็พยายามปรับปรุงโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่องตามด้านต่างๆ ที่ผมไล่มาจากข้างบน ในด้านของครูผู้สอน ผมก็พยายามปรับภาพลักษณ์ของเขาเหล่านั้น ไม่ว่าเรื่องทรงผม เรื่องการแต่งกาย เวลาทำงาน การจัดการเรียน รวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ ได้รับความร่วมมือบ้าง ต่อต้านบ้าง คละเคล้ากัน อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยได้พูดคุยกับใครตรงๆ อย่างที่ผมได้สัมผัสมา แน่ล่ะ เมื่อคนรู้จักกัน ใครจะมาวิจารณ์กันตรงๆ สรุป คือ ครูผม อาจไม่เคยได้ยินใครพูดถึงโรงเรียนในแง่ลบเลยด้วยซ้ำ เลยไม่รู้สึกว่า โรงเรียนเราต้องปรับภาพลักษณ์ทั้งครู นักเรียน และโรงเรียน เพราะเรายังคิดถึงอดีตเมื่อปี 2530 กว่า ๆ มามากกว่า ซึ่งเลยกลายเป็นเรื่องยากที่จะปรับปรุงพัฒนากัน แต่ผมก็พยายามต่อไปทั้งทางตรงทางอ้อม จนกว่าจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงเรียนได้ครบทั้งสามด้าน
     8. ยกระดับมาตรฐานของสถานศึกษาให้เป็นที่ยอมรับ
เรื่องนี้ผมพยายามต่อสู้ เอาโรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ เขาสู่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ระดับมัธยมศึกษาของอำเภอท่าม่วง การนำโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ของจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลคือ จะได้อาศัยโอกาสที่ได้รับจากการเป็นโรงเรียนทั้งสองรูปแบบมาพัฒนาโรงเรียนให้ก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
     ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาเป็นการทำงานมาร่วมปีกว่าที่มีอยู่ที่นี่ จากเด็กนักเรียน 141 คน ปัจจุบัน อยู่ที่ 167 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีการศึกษา 2563 แต่ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะรูปแบบของโรงเรียนมัธยม มันพัฒนาเห็นผลได้ช้า ไม่เหมือนโรงเรียนประถม เราทำนักเรียนจากต่ำกว่าหนึ่งร้อย มาเป็นร้อยกว่า ยกโรงเรียนเรื่องคุณภาพครู คุณภาพนักเรียน คุณภาพนักเรียน สำหรับได้ภายในปีเดียว ทั้งสองโรงเรียนที่ผ่านมา ผมเลยมานั่งทบทวนกลยุทธตัวเอง ว่าจะหากลวิธีใด มานำพาโรงเรียนแห่งนี้แห่งประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมในปีที่สอง ก็ฝากเพื่อนๆ ที่อุตส่าห์ทนอ่านมาถึงตรงนี้ ให้กำลังใจ ถ้าสนับสนุนได้ ก็ขอแรงสนับสนุน ถ้าแนะนำได้ก็ขอคำแนะนำ
ขอบคุณสำหรับเวลาอันมีค่าที่อ่านมาจนถึงตรงนี้
บุญเลิศ แสวงทอง
0818372143

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

0
0
0
s2sdefault